วิธีกำจัดคราบเปื้อนบนเสื้อผ้า ให้ผ้าสะอาดเหมือนใหม่

วิธีกำจัดคราบเปื้อนบนเสื้อผ้า ให้ผ้าสะอาดเหมือนใหม่

เสื้อตัวโปรดของหลายคนต้องมาเสีย เพราะคราบเปื้อนที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด ไม่ว่าจะมาจากกาแฟที่หกตอนรีบไปทำงาน จากหมึกปากกาที่ซึมจากกระเป๋าเสื้อ หรือคราบก๋วยเตี๋ยวที่กระเด็นตอนมื้อเที่ยง หากปล่อยทิ้งไว้เพียงไม่กี่ชั่วโมง คราบเหล่านี้อาจซึมลึกจนซักออกได้ยาก และจนไม่กล้านำกลับมาใส่อีก ทั้งๆที่เสื้อยังอยู่ในสภาพที่ดี

แต่ในความจริง คราบเหล่านี้ต่างก็มีวิธีการทำความสะอาดให้หายไป โดยคราบแต่ละประเภทก็มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน หากเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมตั้งแต่แรก ก็จะสามารถขจัดคราบฝังลึกได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งคราบบางชนิดก็สามารถจัดการได้ง่ายๆด้วยอุปกรณ์ภายในบ้าน โดยไม่พึ่งน้ำยาราคาแพงเลย จนทำให้เสื้อตัวเก่งกลับมาใส่ได้อีกครั้ง

นอกจากการต้องเลือกวิธีทำความสะอาดให้เหมาะกับชนิดของคราบแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญก็คือเรื่องของความรวดเร็วในการทำความสะอาด เพราะยิ่งปล่อยให้คราบแห้งอยู่นาน สิ่งสกปรกก็ยิ่งฝังลึกเกาะติดบนเส้นใยผ้ามากขึ้น ต้องออกแรงขยี้ และใช้น้ำยากัด ซึ่งก็อาจส่งผลต่อสีเสื้อ หรือเนื้อผ้าได้

บทความนี้ สมศรีมีเสื้อจะมาช่วยรักษาเสื้อตัวเก่งด้วยเทคนิคการกำจัดคราบเปื้อนบนเสื้อผ้าในแต่ละประเภท พร้อมทั้งแนะนำวิธีการซักเสื้อให้สะอาดตามฉบับโรงงานทำเสื้อ เพื่อให้เสื้อผ้าดูดีเหมือนใหม่ และยืดอายุการใช้งานของเนื้อผ้าให้ใช้ได้ในระยะยาว

เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้คราบบนเสื้อผ้าถึงซักออกยาก

หลายคนคงสงสัยกันว่าบางครั้งไม่ว่าจะซักเท่าไหร่ ขยี้แรงขนาดไหนก็ยังมีรอยเปื้อนติดอยู่ ทั้งๆที่ใช้น้ำยาซักผ้าร่วมด้วยแล้ว เพราะความเป็นจริง การขจัดคราบสกปรกไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำยาซักผ้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดได้จากหลายปัจจัยที่ทำให้คราบยึดติดกับเส้นใยผ้า

ปล่อยคราบไว้นานเกินไป

ถ้าเผลอปล่อยคราบทิ้งไว้เป็นเวลานาน คราบของสิ่งสกปรกจะค่อยๆซึมลึกเข้าไปในเส้นใยผ้า โดยเฉพาะคราบโปรตีนจากอาหาร เหงื่อ หรือเลือด รวมถึงพวกไขมันจากน้ำมัน และเครื่องสำอาง เมื่อเวลาผ่านไปจะยิ่งขจัดคราบเหล่านี้ได้ยากขึ้นกว่ารับซักในทันที

ปฏิกิริยาความร้อน

หลายคนมีความเชื่อว่าการใช้น้ำร้อนจะช่วยทำให้ซักเสื้อได้สะอาดขึ้น แต่สำหรับพวกคราบโปรตีน การใช้น้ำร้อนจะยิ่งทำให้คราบจับตัวแน่นกับเส้นใยผ้ามากขึ้น ส่งผลให้การซักครั้งถัดไปยิ่งล้างคราบเหล่านี้ออกยาก

เนื้อผ้าแต่ละชนิดดูดซับคราบไม่เท่ากัน

เนื้อผ้าแต่ละชนิดเองก็มีคุณสมบัติในการดูดซับคราบไม่เหมือนกัน อย่างเช่น ผ้าฝ้าย (Cotton) ก็จะมีคุณสมบัติในการดูดซับของเหลวได้ดี ทำให้คราบซึมลึกได้ง่าย ขณะที่ผ้าโพลีเอสเตอร์ (Polyester) มักจับคราบน้ำมันได้ดี หากเลือกวิธีซักเสื้อผ้าให้สะอาดได้ไม่เหมาะกับชนิดของผ้า ก็จะทำให้คราบยังคงหลงเหลืออยู่

ปฏิกิริยาระหว่างเหงื่อกับสารเคมี

นอกจากนี้คราบเปื้อนบางชนิดก็สามารถทำปฏิกิริยากับสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน เช่น สเปรย์หรือโรลออนระงับกลิ่นกาย น้ำหอม หรือเครื่องสำอาง เมื่อสะสมเป็นเวลานาน หรือได้รับความร้อน ก็จะทำให้คราบอาจยึดเกาะกับเส้นใยผ้าได้มากขึ้น ทำให้ซักออกได้ยากกว่าปกติ

การซักหรือขยี้ผิดวิธี

การใช้แปรงแข็งๆ หรือการขยี้แรงๆ หลายครั้งไม่ได้ช่วยให้คราบหลุดเร็วขึ้น แต่กลับทำให้คราบกระจายกว้างเป็นวงกว้างขึ้นแทน รวมถึงยังซึมลึกเข้าไปในเนื้อผ้าจนขจัดได้อย่างมากกว่าเดิม

ตัวอย่างคราบบนเสื้อผ้า

มัดรวมวิธีกำจัดคราบเปื้อนยอดฮิต 4 ประเภท (ทำตามง่าย ได้ผลจริง)

1. คราบชากาแฟ / เครื่องดื่มตัวร้าย

คราบกาแฟเป็นคราบที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเช้าก่อนเริ่มงาน แล้วกว่าจะได้ซักก็ต้องรอจนกว่าจะเลิกงานเป็นเวลาหลายชั่วโมง แต่หากปล่อยไว้จนแห้ง คราบกาแฟจะเริ่มฝังตัวกับเส้นใยผ้า จำทำให้ซักออกยากขึ้น

ดังนั้นเมื่อเกิดคราบกาแฟขึ้นแล้ว แนะนำให้รีบใช้ผ้าสะอาดซับของน้ำกาแฟออกมาก่อน จากนั้นให้ผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำเล็กน้อยแล้วแต้มบริเวณคราบ แล้วขยี้เบา ๆ หรือใช้น้ำส้มสายชูเช็ดทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ก่อนนำเข้าเครื่องซักผ้า วิธีนี้ช่วยลดการเกิดคราบฝังลึกได้อย่างดี

2. คราบหมึกปากกา (ลูกลื่น / ปากกาเคมี)

อีกหนึ่งประเภทของคราบที่ชวนปวดหัว และหลายคนมักพลาดด้วยการนำเสื้อไปล้างน้ำทันทีเมื่อเกิดคราบหมึกปากกา ซึ่งจะส่งผลทำให้หมึกกระจายเป็นวงกว้างกว่าเดิม จนสีฟ้ากระจายไปทั้งตัวเสื้อ ซึ่งวิธีที่ถูกต้องคือใช้แอลกอฮอล์ล้างแผล หรือสเปรย์ฉีดผมที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม โดยฉีดลงบน คราบ จากนั้นให้นำผ้าสะอาดรองด้านหลังเพื่อซับน้ำหมึกออก แล้วค่อยใช้น้ำยาซักผ้า หรือผงซักฟอกขยี้เบาๆ ก่อนซักตามปกติ ซึ่งจะช่วยรักษาเนื้อผ้า และลดโอกาสเกิดรอยด่าง

3. คราบเหลืองจากเหงื่อไคลใต้รักแร้

คราบเหลืองใต้รักแร้เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อโปโลสีขาว โดยสาเหตุเกิดจากเหงื่อสะสมร่วมกับสารเคมีในโรลออนหรือสเปรย์ระงับกลิ่นกาย

โดยวิธีการขจัดคราบเหลืองให้นำเบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ผสมน้ำสะอาด หรือน้ำมะนาวจนเป็นเนื้อครีม จากนั้นให้พอกบริเวณคราบเหลืองใต้รักแร้ ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วใช้แปรงขนอ่อนขัดเบาๆ ก่อนนำไปซักร่วมกับน้ำยาซักผ้า วิธีนี้จะช่วยลดคราบสะสม และคืนความสะอาดให้กับเสื้อ

4. คราบซอสอาหารและคราบน้ำมัน

มื้อกลางวันสุดแซ่บไม่ว่าจะก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ แต่มักจะมีของแถมเป็นคราบอาหาร หรือคราบน้ำมันที่เปื้อนเสื้อมาเสมอ โดยเฉพาะซอสมะเขือเทศ น้ำจิ้ม หรืออาหารที่มัน โดยวิธีทำความสะอาดคราบก็จะมีเทคนิคแตกต่างกันไป

สำหรับ คราบซอสควรใช้ช้อน หรือกระดาษทิชชูตักเศษซอสที่เหลือออกก่อน จากนั้นค่อยป้ายน้ำยาล้างจานลงบนคราบโดยตรง เพราะน้ำยาล้างจานมีคุณสมบัติช่วยดักจับไขมันได้ดี ขยี้เบาๆ แล้วล้างด้วยน้ำอุ่นก่อนซักตามปกติ วิธีนี้ยังใช้ได้ผลกับคราบน้ำมันจากอาหารหลายประเภท และถือเป็นอีกหนึ่งวิธีกำจัดคราบที่ทำได้ง่ายๆที่บ้าน

วิธีขจัดคราบบนผ้าสี ควรทำอย่างไร?

การดูแลผ้าสีต้องใช้ความระมัดระวังกว่าผ้าขาว เพราะหากเลือกใช้น้ำยาที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เสื้อสีซีด เป็นด่าง หรือสีตกจนทำให้เสื้อเกิดความเสียหายได้ ดังนั้นก่อนจะใช้วิธีน้ำยาขจัดคราบ ควรทดสอบน้ำยาบริเวณด้านในชายเสื้อ หรือจุดที่มองไม่เห็นก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสีของเนื้อผ้า

ระวังน้ำยาที่มีสารฟอกขาว

สารฟอกขาว (Bleach) คือสารทำความสะอาดที่มีสามารถสลายคราบฝังแน่น และเพิ่มความขาวให้กับเนื้อผ้า จึงเหมาะกับผ้าสีขาว หรือผ้าที่ทนต่อสารเคมี แต่ไม่แนะนำให้ใช้สารฟอกขาวกับผ้าสี เพราะอาจทำให้สีซีด สีตก หรือเกิดรอยด่างถาวรได้ หากจำเป็นต้องใช้ จริงๆ แนะนำว่าควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าสามารถใช้กับผ้าสีได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด

คราบอาหารและน้ำมัน

สำหรับคราบอาหาร หรือคราบน้ำมัน หลังจากที่เปื้อนแล้ว ควรรีบซับคราบออกทันทีโดยไม่ถูแรงๆ จากนั้นใช้น้ำยาล้างจานแต้มบริเวณคราบ ทิ้งไว้ประมาณ 10–15 นาที ก่อนนำไปซักตามปกติ วิธีนี้ช่วยขจัดไขมันได้ดี และยังเป็นอีกหนึ่งวิธีซักเสื้อผ้าให้สะอาด ที่ช่วยลดโอกาสเกิดคราบติดลึกในอนาคต

คราบซอสหรือเครื่องปรุง

เช่นเดียวกันกับผ้าขาว หากเสื้อเปื้อนด้วยซอสมะเขือเทศ ซีอิ๊ว หรือน้ำจิ้มต่างๆ ควรรีบเช็ดเศษอาหารออกก่อน แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดจากด้านหลังของผ้า เพื่อดันคราบออกจากเส้นใย หลังจากนั้นใช้น้ำยาซักผ้าแต้มบริเวณคราบและซักตามขั้นตอนปกติ จะช่วยให้คราบซอส หลุดออกได้ง่ายขึ้นโดยไม่ทำร้ายสีผ้า

คราบสนิม

ส่วนคราบสนิมเป็นคราบที่ไม่ควรใช้น้ำยาฟอกขาว เพราะจะยิ่งทำให้คราบติดแน่นกว่าเดิม แนะนำให้ใช้น้ำมะนาวผสมเกลือหรือน้ำยาเฉพาะสำหรับขจัดคราบสนิม แล้วซักตามปกติ วิธีนี้จะช่วยลดรอยสนิมได้โดยไม่ทำให้สีผ้าเสียหาย

คราบสี

หากเสื้อเลอะสีทาบ้าน หรือสีอะคริลิก ควรรีบทำความสะอาดตั้งแต่ตอนที่สีเปียกยังอยู่ เพราะเมื่อแห้งแล้วจะขจัดคราบฝังลึกได้ยากมาก โดยสามารถใช้แอลกอฮอล์ ค่อยๆ แต้มบริเวณที่เปื้อนและซับออกทีละน้อย โดยหลีกเลี่ยงการขยี้แรงๆ จนช่วยสลายคราบสีได้

คราบลิปสติก

ลิปสติกจะมีส่วนผสมของไขมันและเม็ดสี จึงควรใช้น้ำยาล้างจาน หรือเมกอัปรีมูฟเวอร์ชนิดอ่อนโยนแต้มลงบนคราบก่อนซัก วิธีนี้ช่วยสลายคราบได้ดีกว่าการใช้น้ำเปล่า และลดโอกาสที่เม็ดสีจะซึมลึกลงในเนื้อผ้า

3 กฎเหล็ก "ห้ามทำ" ถ้าไม่อยากให้เสื้อตัวโปรดพังกว่าเดิม

แม้จะรู้วิธีกำจัดคราบเปื้อนบนเสื้อผ้าแล้ว แต่ก็มีข้อควรระวังหากทำผิดวิธี ก็อาจทำให้คราบฝังแน่นกว่าเดิม หรือทำให้เสื้อเสียหายได้ จนไม่สามารถใส่ได้อีก

1. ห้ามถูคราบแรง ๆ

หลายคนเมื่อเกิดคราบแล้ว เลือกที่จะรีบใช้แปรงแข็งๆขัดไปที่คราบ หรือขยี้ผ้าแรงๆ เพราะคิดว่าจะช่วยให้คราบหลุดเร็วขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้วการถูแรงๆจะทำให้คราบยิ่งซึมลึกเข้าไปในเส้นใยผ้ามากขึ้น และยังทำให้เนื้อผ้าเป็นขุยหรือเสียรูปได้ ดังนั้นวิธีที่ถูกต้องคือการซับหรือกดเบาๆ แล้วปล่อยให้น้ำยาทำงานก่อน

2. อย่าเพิ่งรีดผ้าถ้าคราบยังออกไม่หมด

ถ้าคราบยังไม่สลาย จะไม่แนะนำให้รีดเสื้อตัวนั้น เพราะความร้อนจากเตารีดสามารถล็อกคราบให้ติดแน่นกับเส้นใยผ้าได้ โดยเฉพาะพวกคราบโปรตีน หรือคราบน้ำตาล ดังนั้นหลังซักควรดูให้แน่ใจก่อนว่าคราบหายหมดแล้วจริงๆ ก่อนนำเสื้อไปรีดหรืออบแห้ง

3. เช็กป้าย Care Label ทุกครั้ง

เสื้อผ้าแต่ละชนิดมีวิธีดูแลแตกต่างกัน เช่น ผ้าไหม ผ้าวูล หรือผ้าเนื้อบางบางประเภท ไม่สามารถใช้น้ำยา หรือสารเคมีบางชนิดได้ ดังนั้นจึงควรอ่านป้ายดูแลรักษาก่อนซักเสื้อตัวโปรด และถือเป็นพื้นฐานของเทคนิคการซักเสื้อผ้าให้สะอาดที่หลายคนมักมองข้าม

ตัวอย่างป้าย Care Label

เลือกเสื้อผ้าคุณภาพดี ดูแลรักษาง่าย ต้องที่ "สมศรีมีเสื้อ"

แม้ว่าการรู้วิธีกำจัดคราบเปื้อนบนเสื้อผ้าจะช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อได้มาก แต่การเลือกเสื้อที่ผลิตจากเนื้อผ้าคุณภาพดีก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะผ้าที่ทอแน่น และใช้เส้นใยคุณภาพดี จะทนต่อการซัก และการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีกว่า แถมยังช่วยลดโอกาสเกิดคราบฝังแน่น และคงรูปทรงของเสื้อไว้ได้นาน

ถ้ากำลังหาโรงงานผลิตเสื้อที่มีคุณภาพ สมศรีมีเสื้อเป็นโรงงานผลิตเสื้อครบวงจร ทีมงานจะเลือกเนื้อผ้าคุณภาพดีสำหรับการผลิต พร้อมให้คำแนะนำตั้งแต่การเลือกผ้า การออกแบบ ไปจนถึงการผลิต เพื่อให้ลูกค้าได้รับเสื้อที่ทั้งสวมใส่สบาย และใช้งานได้อย่างคุ้มค่าในระยะยาว หากสนใจผลิตเสื้อทีม เสื้อบริษัท ก็สามารถติดต่อทีมงานเพื่อรับคำปรึกษาก่อนได้ที่ สมศรีมีเสื้อ หรือแอดไลน์ของสมศรีมีเสื้อเพื่อขอใบเสนอราคา

ติดต่อฝ่ายขาย:

  • ฝ่ายขาย 1 : 064-242-4241
  • ฝ่ายขาย 2 : 082-429-1654
  • ฝ่ายขาย 3 : 064-226-4659
  • ฝ่ายขาย 4 : 095-569-5946

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

Q: คราบเหลืองฝังลึกที่สะสมมานานหลายเดือน จะสามารถซักออกได้ไหม?

A: สามารถทำได้ แต่จะใช้เวลาทำความสะอาดมากกว่าคราบใหม่ๆ โดยวิธีคือให้ผสม เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) คู่กับ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) และน้ำยาล้างจานเข้าด้วยกัน พอกบริเวณคราบประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นใช้แปรงขนอ่อนขัดเบาๆ บริเวณคราบ จากนั้นซักด้วยน้ำอุ่น สูตรนี้จะช่วยสลายคราบโปรตีนจากเหงื่อและช่วยขจัดคราบฝังลึกได้ ซึ่งเหมาะสำหรับเสื้อสีขาว และควรทดสอบกับบริเวณที่มองไม่เห็นก่อน หากเป็นผ้าสีควรหลีกเลี่ยงการใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เข้มข้น

Q: การใช้แอลกอฮอล์ขจัดคราบหมึกบนเสื้อผ้าสี จะทำให้สีตกหรือด่างไหม?

A: โดยทั่วไปแล้ว เสื้อที่ผลิตจากผ้าโพลีเอสเตอร์ หรือผ้าคอตตอนผสมคุณภาพดี มักจะไม่เกิดปัญหาสีตกจากการใช้แอลกอฮอล์ แต่เพื่อความมั่นใจ ควรทดลองแต้มบริเวณชายเสื้อด้านในก่อนทุกครั้ง หากสีไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีรอยด่าง จึงค่อยใช้กับคราบหมึกปากกาบริเวณที่ต้องการทำความสะอาด

Q: เสื้อวิ่งหรือเสื้อกีฬา (ผ้าไมโคร/โพลีเอสเตอร์) ที่เลอะคราบโคลนหรือคราบหญ้า ควรซักอย่างไร?

A: หากเป็นคราบโคลน ควรรอให้โคลนแห้งก่อน แล้วปัดเศษดินออกให้มากที่สุด จากนั้นใช้น้ำยาซักผ้าสูตรเข้มข้นแต้มบริเวณคราบ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วซักด้วยน้ำสะอาด โดยไม่ควรนำเสื้อที่ยังเปียกโคลนไปซักทันที เพราะจะทำให้คราบกระจายและซึมเข้าสู่เนื้อผ้าได้ง่ายกว่าเดิม