ผ้ากัน UV คืออะไร? ทำไมองค์กรชั้นนำถึงเลือกใช้

ผ้ากัน UV คืออะไร? ทำไมองค์กรชั้นนำถึงเลือกใช้

อากาศเมืองไทยในทุกวันนี้ แค่เดินออกไปข้างนอกไม่กี่นาทีก็รู้สึกได้เลยว่า แดดแรงขึ้นจนผิวไหม้ไปหมด แค่โดนแดดเพียงครู่เดียว ก็แสบผิวแล้ว โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ที่ต้องออกไปพบลูกค้า หรือต้องออกบูธกลางแดด ยิ่งต้องเจอทั้งความร้อน และเหงื่อตลอดทั้งวัน ซึ่งหลายๆ ครั้งเสื้อผ้าธรรมดาที่เราใส่กันอยู่ หรือแม้แต่เสื้อยูนิฟอร์มจากโรงงานผลิตเสื้อโปโลทั่วไป อาจจะช่วยได้แค่การปกปิดผิวจากแสงแดด แต่ไม่สามารถป้องกันรังสี UV ได้จริง

จึงเป็นเหตุว่าในหลายๆ องค์กร เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ ผ้ากัน UV มากขึ้น เพราะเสื้อยูนิฟอร์มควรช่วยดูแลพนักงานได้มากกว่าแค่เรื่องภาพลักษณ์ที่ดูดีเพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่มีพนักงานภาคสนามที่ต้องเจอแดดทุกวัน การเลือกใช้เสื้อยูนิฟอร์มแบบกัน UV ก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้เห็นว่า องค์กรใส่ใจคุณภาพชีวิตของพนักงาน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเพียงอย่างเดียว

ทางสมศรีมีเสื้อ จะพามาเจาะลึกกันว่า ผ้ายูวีคืออะไร ใช้เทคโนโลยีแบบไหน และเพราะอะไรองค์กรในปัจจุบัน จึงเริ่มใช้ผ้าชนิดนี้เป็นมาตรฐานใหม่ของเสื้อยูนิฟอร์ม

ผ้ากัน UV คืออะไร? เจาะลึกนวัตกรรมสิ่งทอที่มากกว่าเสื้อผ้าทั่วไป

ผ้ากัน UV คือ ผ้าที่ผ่านกระบวนการพิเศษเพื่อช่วยสะท้อน หรือดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้รังสี UVA และ UVB ไม่ให้ทะลุผ่านเนื้อผ้ามาสัมผัสผิวหนังโดยตรง ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมเนื้อผ้า ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงานในสภาพอากาศร้อนจัดแบบประเทศไทย

หลายคนอาจจะคิดว่า แค่ใส่เสื้อแขนยาวก็เพียงพอแล้วสำหรับการกันแดด แต่ในความเป็นจริง เนื้อผ้าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกันรังสี UV ได้ เพราะเสื้อผ้าทั่วไป โดยเฉพาะเสื้อที่มีเนื้อผ้าบาง หรือที่มีโครงสร้างของเนื้อผ้าที่โปร่ง จะปล่อยให้รังสี UV ทะลุผ่านเข้ามาโดนผิวหนังได้

ดังนั้น ผ้ากัน UV จึงถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติที่พิเศษกว่าผ้าปกติทั่วไป ทั้งในเรื่องของโครงสร้างเส้นใย และความหนาของเนื้อผ้า แถมยังเสริมด้วยเทคโนโลยีการเคลือบสารป้องกันยูวีลงไปในเนื้อผ้า ทำให้ช่วยลดรังสี UV ที่สัมผัสผิวได้มากขึ้น

นอกจากเรื่องการป้องกันแดดแล้ว ผ้ากัน UV ยังถูกพัฒนามาให้มีคุณสมบัติเสริมอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการระบายอากาศที่ดี แห้งไว ช่วยลดการสะสมของเหงื่อ มีน้ำหนักเบาใส่สบายได้ทั้งวันอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ผ้ากัน UV จึงได้รับความนิยมมากขึ้น และกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับเสื้อยูนิฟอร์มของบริษัท ไม่ว่าพนักงานองค์กรจะเป็นทีมขนส่ง ทีมช่าง ทีมภาคสนาม หรือแม้แต่พนักงานออฟฟิศที่ต้องเดินทางออกไปพบกับลูกค้า ก็สามารถใช้ผ้ากัน UV ได้ทั้งนั้น

ดังนั้น องค์กรในปัจจุบัน จึงไม่ได้ผลิตเสื้อยูนิฟอร์มเพื่อภาพลักษณ์มืออาชีพอย่างเดียว แต่ยังเน้นการดูแลสุขภาพของพนักงานไปพร้อมกัน

ค่า UPF คืออะไร? สำคัญอย่างไรในการเลือกผ้ากัน UV

เวลาพูดถึงผ้ากัน UV เรามักเห็นคำว่า UPF หรือ Ultraviolet Protection Factor ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพการป้องกันรังสี UV ของเนื้อผ้า คล้ายกับค่า SPF ในครีมกันแดด แต่แตกต่างตรงที่ UPF ใช้สำหรับการวัดประสิทธิภาพของผ้า

ยิ่งมีค่า UPF สูง เนื้อผ้าก็จะสามารถป้องกันรังสียูวี ไม่ให้ทะลุเนื้อผ้ามาสัมผัสผิวหนังได้มากกว่าเนื้อผ้าที่มี UPF ต่ำ ยกตัวอย่างเช่น ผ้าที่มีค่า UPF ที่ 50 จะยอมให้รังสียูวีผ่านได้ประมาณแค่ 1 ใน 50 หรือคิดเป็นเพียงแค่ 2% เท่านั้น

โดยทั่วไปสามารถแบ่งระดับการป้องกันได้ดังนี้

  • UPF 15–20 : ป้องกันรังสี UV ได้ประมาณ 93–95%
  • UPF 25–35 : ป้องกันรังสี UV ได้ประมาณ 96–97%
  • UPF 40–50+ : ป้องกันรังสี UV ได้มากกว่า 97–98%

แม้มีค่า UPF ที่ต่างกัน จะช่วยป้องกันรังสียูวีในเปอร์เซ็นต์ที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลดปริมาณรังสียูวีลงได้เพียงแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ก็ส่งผลต่อการสะสมของรังสีในระยะยาว โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานกลางแดดเป็นประจำ จึงแนะนำให้เลือกผ้าที่มีค่า UPF 40 ขึ้นไป เพื่อประสิทธิภาพในการปกป้องผิวที่ดีกว่าในระยะยาว

ค่า UPF คืออะไร

และหลายคนชอบคิดว่า ถ้าใส่เสื้อที่มีผ้าหนา ก็จะสามารถกัน UV ได้ดีกว่า แต่จริงๆ แล้ว ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะประสิทธิภาพของผ้ากันยูวี ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ความหนาแน่นของการทอ
  • ชนิดของเส้นใย
  • สีของผ้า
  • เทคโนโลยีการผลิต
  • การเคลือบหรือฝังสารป้องกัน UV

จึงต้องดูองค์ประกอบเหล่านี้ในการตัดสินใจผลิตเสื้อกัน UV ด้วย

เทคโนโลยีผ้ากัน UV มีกี่แบบ? แบบไหนคุ้มค่ากว่า

1. การเคลือบสารกัน UV (Chemical Coating)

เทคโนโลยีการเคลือบสารกัน UV (Chemical Coating) คือการนำสารป้องกันรังสี UV มาเคลือบลงบนผิวของเนื้อผ้า เพื่อสะท้อน และดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลต ไม่ให้ทะลุผ่านเนื้อผ้ามายังผิวหนัง

โดยวิธีการนี้เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพราะช่วยเพิ่มคุณสมบัติกันแดดให้กับผ้าได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีการทำเส้นใยเดิม

จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ คือเรื่องต้นทุนที่ค่อนข้างประหยัด เหมาะสำหรับใช้ในงานผลิตจำนวนมาก หรืองานเน้นการควบคุมงบประมาณ เช่น เสื้อกิจกรรม หรือเสื้อแจกในงานอีเวนต์ แถมยังสามารถนำไปใช้กับเนื้อผ้าได้หลายประเภท จึงเป็นตัวเลือกที่องค์กรเลือกใช้กัน เพื่อได้เสื้อที่สามารถป้องกัน UV ได้

แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีก็มีข้อจำกัดคือ เมื่อผ่านการซัก หรือใช้งานบ่อยๆ เป็นเวลานาน สารเคลือบบนผิวผ้าจะค่อยๆ เสื่อมสภาพและหลุดออกไป ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV ลดลงตามไปด้วย

ดังนั้น หากต้องการยูนิฟอร์มที่ต้องทนทานต่อการใช้งาน อาจต้องเลือกนวัตกรรมเนื้อผ้า ที่มีคุณสมบัติกัน UV อยู่ในเส้นใยโดยตรง เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า และประสิทธิภาพในระยะยาว

2. การทอจากเส้นใยกัน UV โดยตรง (In-Yarn Technology)

อีกเทคนิคคือ การทอจากเส้นใยกัน UV โดยตรง หรือ In-Yarn Technology ถือเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความเสื่อมสภาพของสารเคลือบกัน UV โดยวิธีนี้จะเป็นการผสมสารสะท้อนรังสี UV ลงไปในเนื้อพลาสติกตั้งแต่ก่อนนำมาปั่นเป็นเส้นใย ทำให้คุณสมบัติการป้องกัน UV จะถูกฝังอยู่ในเส้นใยของเนื้อผ้า ไม่ได้เป็นเพียงการเคลือบอยู่บนผิวด้านนอก

ข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือ สามารถป้องกันรังสี UV ได้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน แม้จะผ่านการซักบ่อย หรือการใช้งานกลางแจ้งเป็นเวลานาน ก็ยังสามารถกันแดดได้อยู่ดี

นอกจากนี้ ตัวเนื้อผ้ายังรองรับการใช้งานได้ดีกว่าผ้าทั่วไป จึงเหมาะกับองค์กรที่ต้องการผลิตเสื้อยูนิฟอร์มที่เอาไว้ใช้งานในระยะยาว

ปัจจุบัน หลายองค์กรจึงเริ่มมาใช้ นวัตกรรมเนื้อผ้าประเภทนี้มากขึ้น ซึ่งที่ สมศรีมีเสื้อ สามารถแนะนำผ้ากัน UV เกรดพิเศษ ให้กับลูกค้าองค์กรที่ต้องการเสื้อยูนิฟอร์มกัน UV ที่มีคุณภาพสูง และได้ใช้งานอย่างคุ้มค่าในระยะยาว

5 เหตุผลที่องค์กรชั้นนำเลือกสั่งผลิตเสื้อยูนิฟอร์มด้วย “ผ้ากัน UV”

1. ใส่ใจในสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของพนักงาน

องค์กรยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของพนักงาน (Employee Well-being) มากขึ้น เพราะพนักงานคือทรัพยากรที่สำคัญของบริษัท

ดังนั้นการเลือกใช้ เสื้อยูนิฟอร์มที่กัน UV ได้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ที่ดี แต่คือการช่วยลดความเสี่ยงจากรังสี UV ของพนักงานได้ โดยเฉพาะพนักงานที่ต้องเจอแดดแทบทุกวัน และการเลือกผ้าที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความสบายในการทำงานของพนักงานได้ในระยะยาว

2. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (High Performance)

นอกจากนี้ ผ้ากัน UV รุ่นใหม่ๆ จะถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติในการระบายความร้อนได้ดี ซึ่งทำให้ใส่สบาย นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักเบา ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้คล่องตัวมากขึ้นตลอดทั้งวัน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรเริ่มหันมาสั่งผลิตเสื้อผ้ากัน UV สำหรับใช้เป็นยูนิฟอร์มหลักของพนักงาน

3. ยกระดับภาพลักษณ์องค์กร (Premium Branding)

การเลือกใช้ผ้ากัน UV สำหรับเสื้อยูนิฟอร์มของบริษัท ที่เป็นนวัตกรรมผ้าแบบพิเศษ ยังสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรมีความทันสมัย และใส่ใจรายละเอียด โดยเฉพาะเมื่อออกแบบคู่กับงานปักโลโก้ และการเลือกทรงเสื้อที่ทันสมัย ก็จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของทีมดูเป็นมืออาชีพ

4. คุ้มค่าในระยะยาว

แม้ผ้ากัน UV เกรดพรีเมียม อาจมีต้นทุนสูงกว่าแบบทั่วไป หรือเสื้อธรรมดา แต่เมื่อใช้ในการผลิตเสื้อยูนิฟอร์มที่จะเป็นเสื้อที่ใส่ประจำในระยะยาวแล้ว ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก เพราะช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนเสื้อใหม่ในอนาคตได้

5. ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย

และจุดเด่นของผ้ากัน UV คือสามารถใช้งานได้ทั้งในออฟฟิศ และกลางแจ้งได้ ไม่ว่าจะเป็น งานในออฟฟิศที่ต้องนั่งใกล้กระจก, งานลงพื้นที่, งานอีเวนต์, งานภาคสนาม หรืองานที่ต้องเดินทางไปพบลูกค้า สามารถใช้เพียงเสื้อตัวเดียว ก็ตอบโจทย์ได้ครบ

เสื้อยูนิฟอร์มผ้ากัน UV

ผลิตเสื้อโปโลและเสื้อยูนิฟอร์มกัน UV ยกระดับองค์กรคุณกับ สมศรีมีเสื้อ

สมศรีมีเสื้อ พร้อมให้บริการครบวงจรด้านการผลิตยูนิฟอร์มให้กับองค์กร ตั้งแต่การออกแบบ จนถึงการผลิตครบจบในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น เสื้อโปโล เสื้อยืดกิจกรรม ไไปจนถึงสั่งผลิตเสื้อจากผ้ากัน UV เราพร้อมดูแลทุกขั้นตอนให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานและภาพลักษณ์ของแต่ละองค์กร

ด้วยประสบการณ์ด้านการผลิตเสื้อที่ยาวนาน สมศรีมีเสื้อจึงให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เนื้อผ้านวัตกรรมกัน UV เกรดพรีเมียม และวัสดุคุณภาพสูง เพื่อให้ได้เสื้อที่ทั้งสวมใส่สบาย และใช้งานได้จริงในระยะยาว พร้อมบริการปัก และสกรีนครบวงจร ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์องค์กรให้ดูทันสมัย เหมาะกับการเป็นองค์กรยุคใหม่

หากกำลังมองหาทีมที่ช่วยยกระดับเสื้อยูนิฟอร์มพนักงานกัน UV สำหรับองค์กร สมศรีมีเสื้อ พร้อมช่วยออกแบบและวางแผนการผลิตอย่างมืออาชีพ โดยสามารถขอรับตัวอย่างผ้าฟรี ผ่าน สมศรีมีเสื้อ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q: เสื้อผ้ากัน UV ถ้านำไปซักบ่อย ๆ คุณสมบัติการกันยูวีจะหลุดหายไปไหม?

A: หลายคนจะกังวลว่า เมื่อซักเสื้อผ้ากัน UV บ่อยๆ จะทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันแดดลดลงเหมือนเวลาทาครีมกันแดดแล้วโดนน้ำหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของเนื้อผ้าที่ใช้ในการผลิต หากเป็นผ้ากัน UV ทั่วไปที่ใช้สารเคลือบบนผิวผ้า สารเคลือบอาจค่อยๆ เสื่อมสภาพลง เมื่อผ่านการซักหลายๆ ครั้ง ทำให้ประสิทธิภาพลดลงตามอายุการใช้งาน

แต่หากเป็นผ้ากัน UV เกรดพรีเมียมที่ใช้เทคโนโลยีฝังสารกัน UV ในเส้นใย (In-Yarn Technology) คุณสมบัติในการกันรังสี UV จะคงอยู่ตลอดอายุการใช้งาน แม้จะซักบ่อยแค่ไหนประสิทธิภาพก็ไม่ลดลง

Q: จะรู้ได้อย่างไรว่าเสื้อตัวไหนกัน UV ได้จริง มีใบรับรองไหม?

A: วิธีการตรวจสอบว่าผ้ากัน UV มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ คือการดูจากค่ามาตรฐาน UPF (Ultraviolet Protection Factor) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดความสามารถในการป้องกันรังสี UV ของเนื้อผ้า โดยผ้าที่ได้รับมาตรฐานต้องผ่านการทดสอบจากสถาบันสิ่งทอ หรือห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองก่อน

สำหรับลูกค้าที่สั่งผลิตกับทางสมศรีมีเสื้อ ทีมงานสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทเนื้อผ้า ค่า UPF ก่อนเริ่มผลิต เพื่อช่วยให้ลูกค้าเลือกเนื้อผ้าได้เหมาะกับการใช้งาน และมั่นใจได้ว่า เสื้อยูนิฟอร์มกัน UV ที่ผลิตออกมาจะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

Q: ผ้ากัน UV เหมาะกับการทำเสื้อประเภทไหนบ้าง และใส่ในออฟฟิศจะร้อนไหม?

A: ผ้ากัน UV สามารถนำไปผลิตเสื้อได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อโปโลยูนิฟอร์ม เสื้อยืดกิจกรรม เสื้อแจ็คเก็ต หรือเสื้อทีมสำหรับงานภาคสนาม เพราะนอกจากช่วยป้องกันแสงแดดแล้ว ยังช่วยเรื่องความสบายในการใช้งานได้อีกด้วย

ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าผ้ากัน UV จะต้องหนา และร้อน แต่จริงๆ แล้ว นวัตกรรมเนื้อผ้าในปัจจุบัน ถูกพัฒนาให้เสื้อมีน้ำหนักเบา และระบายอากาศได้ดี จึงสามารถใส่ทำงานในออฟฟิศห้องแอร์ได้แบบสบาย หรือจะใส่ออกงานกลางแดดก็ไม่รู้สึกอึดอัด